JAPANESE DOES MATTER!

 ใครๆ ก็อินกับคัลเจอร์ของญี่ปุ่นกันทั้งนั้น แต่เราไม่ได้หมายถึงจำนวนนักท่องเที่ยวของญี่ปุ่นที่เพิ่มขึ้นถึง 207% ในปีที่แล้ว หรือคอสตูมฮาโลวีนที่หนูน้อยชาวไต้หวันแต่งตัวเป็นภูติไร้หน้าคาโอนาชิจากเรื่อง Spirited Away จนกลายเป็น Viral ในโซเชียลเพียงช่วงข้ามคืน แต่หมายถึงโลกแฟชั่นที่เหล่าดีไซเนอร์ต่างหยิบเอเลเมนท์ของญี่ปุ่นมามิกซ์ลงในงาน…

ไม่เชื่อลองดูคอลเลกชั่นโซโลเดี่ยวของ Pierpaolo Piccioli ครีเอทีฟไดเร็คเตอร์ของแบรนด์วาเลนติโนที่หยิบเอาลายนกกระเรียนกับใบหลิวบนภาพวาดญี่ปุ่นมาปักลงบนโค้ท, กระเป๋าชิ้นใหม่ของ Jonathan Anderson ที่รันเวย์ของ Loewe ที่หยิบเอาผ้ากิโมโนมาใช้เป็นคีย์ หรือย้อนกลับในต้นปีนี้ในแคมเปญจ์ของ Louis Vuitton ที่หยิบเอาคาเรกเตอร์ในเกมดังอย่าง Final Fantasy มาเป็นนางแบบ เช่นเดียวกับที่ Givenchy ใช้อาวาตาร์ Hatsune Miku มาโปรโมทคอลเลกชั่นโอต์ กรูตูร์ หรือข้ามไปถึงบิ้กอีเว้นท์ปีหน้าอย่าง MET GALA 2017 ที่เพิ่งประกาศธีมงานไปไม่นานก็อุทิศให้แก่ Rei Kawakubo ดีไซเนอร์ญี่ปุ่นสุดติสท์แห่ง Comme des Garçons ที่สร้างปรากฏการณ์ในปารีสแบบสุดโต่งตั้งแต่ช่วง 1970’s (เช่นเดียวกับอีกสองดีไซเนอร์ร่วมชาติอย่าง Issey Miyake และ Yohji Yamamoto)

เอาเข้าจริงแล้วคัลเจอร์ญี่ปุ่นก็ไม่ได้เพิ่งมาอิมพอร์ตสู่โลกตะวันตกในช่วง 1970’s หรอก เพราะกระแสความเครซี่ญี่ปุ่นหรือ “Japonism” มีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 แล้วโดยเฉพาะในกลุ่มศิลปินอิมเพรชชั่นนิสต์ที่หยิบเอาภาพพิมพ์ไม้ Ukiyo-e กับชุดกิโมโนมาเป็นแบบในการวาด อย่าง “The Blooming Palm Tree” (1887) ของ Vincent van Gohg, “Girl in White Kimono” (1894) ของ Breitner ศิลปินในกลุ่มอัมสเตอร์ดัมอิมเพรชชั่นนิสต์ ไปจนถึงงานของ Gustav Klimt อย่าง “Lady with fan” (1917) คัลเจอร์ของญี่ปุ่นกลายเป็นธีมสำคัญในโลกของศิลปะและแฟชั่นมาอย่างยาวนาน

คอลเลกชั่นแรกของ matter makers เลยใช้คัลเจอร์ของญี่ปุ่นที่ถือเป็นหนึ่งใน Destination of Style ของโลกมาเป็นแรงบันดาลใจ โดยหยิบเอาประวัติศาสตร์ของพื้นที่พิเศษอย่างหมู่เกาะโอกินาวามาเป็นธีมหลัก แต่ครั้งนี้ไม่ได้มีเรื่องของเซิร์ฟบอร์ดแบบที่หลายคนเดา เพราะความน่าสนใจของที่นี่มีมากกว่านั้นเยอะ ด้วยความที่เป็นอดีตราชอาณาจักรริวกิวมาก่อน คัลเจอร์ของโอกินาว่าเลยไม่เหมือนกับโซนอื่นของประเทศ แถมหลังช่วงสงครามโลกครั้งที่ตัวเกาะยังถูกใช้เป็นฐานทัพกองทัพเรือเรือสหรัฐอีกตะหาก งานนี้เลยมิกซ์ทั้งคัลเจอร์เดิมของตัวเองกับกลิ่นอายตะวันตกของทหารอเมริกันเข้าไปอีก

ความฮิปของโอกินาวาเลยถูกเอามาตีความใหม่ทั้งยูกาตะที่ใช้วิธีเขียนลายแบบพิเศษที่เรียกว่า “บิงกะตะ” ของชาวริวกิวและโครงเสื้อของเครื่องแบบทหาร เลยได้ทั้งเสื้อคลุมยูกาตะปักลายนกกระเรียน แจ็กเก็ตทหารปักลายเสือ ทอปที่ดัดแปลงมาจากผ้าคาดโอบิ เสื้อแขนยาวโชว์ไหล่ที่เพิ่มลูกเล่นช่วงแขนเสื้อให้บานออกแบบเดียวกับเสื้อคลุมกิโมโน และเดรสแขนกุดที่เสริมความน่าสนใจด้วยสายคาดเอว ตกแต่งด้วยลวดลายที่นำมาจากสัญลักษณ์ต่างๆ ของโอกินาวา ทั้งนกกระเรียน, เสือ Shisa สัตว์วิเศษประจำเมือง, สับปะรดที่เป็นของขึ้นชื่อและเม็ดทรายรูปดาวที่มีเพียงที่เดียวในโลก... ที่สำคัญคือเสื้อผ้าทุกชิ้นยังถูกออกแบบมาเพื่อให้มิกซ์แอนด์แม็ตช์ให้เข้ากับตัวตนของเราที่สุดด้วย!

SHOP THE LOOK